ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาของหมอลำคณะเสียงอีสาน นกน้อย อุไรพร 2  (อ่าน 2227 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 691
    • ดูรายละเอียด

เสียงอิสาน ตำนานนกน้อย
(ลุล่วงถึงต้นฤดูหนาว ข้าวในนาเหลืองอร่ามรอการเก็บเกี่ยว เคียวที่เสียบไว้ข้างฝายุ้งข้าวถูกนำมาลับคมใหม่อีกครั้ง นกน้อยได้เคียวขนาดเหมาะมือมาเล่มหนึ่งมือนุ่มนิ่มที่เคยจับแต่ไมโครโฟน เดี๋ยวนี้หยาบกร้านมาตั้งแต่หน้าปักดำโน่นแล้ว  มีบางวันที่ก้มเกี่ยวข้าวแล้วได้ยินเสียงเพลงของตัวเองลอยล่องมา น้ำตาพาลจะไหลลงดิน  เจ้าของเสียงเพลงอันโด่งดังต้องกลับมาเอาหลังสู้ฟ้าเอาหน้าสู้ดิน เป็นกระดูกสันหลังของชาติที่ไม่มีอนาคตเอาเสียเลย ใจร่ำๆ อยากจะกลับไปอยู่วงดนตรีอีกครั้งแต่เมื่อมองเห็นพ่อกับแม่ที่เกี่ยวข้าวอยู่ติดๆ กันแล้ว ความคิดที่ร่ำๆ นั้นต้องสลัดให้ขาดรอน  จนฤดูเก็บเกี่ยวผ่านไป ได้ข้าวใส่ยุ้งตามสมควร เสร็จหน้านาชาวบ้านก็ว่างงานจะปลูกผักปลูกพืชเป็นรายได้เสริมก็ไม่มีน้ำ ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงฆ่าเวลาด้วยการเล่นโบกเล่นไฮโล บางพวกกินเหล้าหัวราน้ำ คนที่ไม่เอากับเขาก็นั่งจับเจ่าเฝ้าใต้ถุนเรือนท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุอบอ้าว แม่ของนกน้อยซื้อไหมเจ๊กมาทอผ้าขาวม้า เธอจึงมีกิจกรรมให้ทำพอหายเหงา เครื่องทอผ้าเป็นกี่กระตุกแบบโบราณหลังจากที่แม่สอนให้ทำครั้งเดียว วันต่อมาเธอก็ทอผ้าได้อย่างชำนิชำนาญ ขณะกำลังทอผ้าในสายวันหนึ่ง มีเสียงหมาเห่าอยู่หน้าบ้านพอเงยหน้าไปมอง เท้าที่เหยียบกี่อยู่ก็ต้องชะงัก มือที่กำลังขยับฟืมฝ้ายสั่นเทาสิ้นเรี่ยวแรง วิเศษ เวณิกา, ชุติมา ดวงพร และอาจารย์นพรัตน์ ดวงพร ยืนอยู่ตรงทางเข้าบ้าน ต้อนรับขับสู้ด้วยน้ำเย็นจากตุ่มดินแล้ว ไถ่ถามทุกข์สุขกันพอสมควรจึงพูดคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวได้ ความว่าที่ทั้งสามบากบั่นมาถึงที่นี่ในวันนี้ เพื่อตามนกน้อย อุไรพร ให้กลับไปร้องเพลงอีกครั้ง ""ไม่ได้อยู่เพชรพิณทองนะ ไปรับเชิญให้หมอลำหมู่ ค่าตัวได้แพงเป็นพันเชียวล่ะ ตอนนี้ใครๆ ก็อยากเห็นนกน้อย เพลงเจ้ากำลังดัง"" ชุติมา ดวงพร ชักชวน นกน้อยเองก็หูผึ่งเมื่อได้ยินว่าค่าตัวเป็นพัน เมื่อนกน้อยถามว่าไม่ได้พากันอยู่วงเพชรพิณทองแล้วหรือ ทั้งสามก็อธิบายว่าก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับอาจารย์นพดล เพียงแต่อยากออกมารายได้ที่ดีกว่า หาประสบการณ์ เวลาวงเพชรพิณทองมีงานเรียกใช้ก็กลับไปช่วยเป็นครั้งคราวไป เรื่องการหางานการรับงานนั้น อาจารย์นพรัตน์จะเป็นผู้ดูแลทั้งหมด แกเองก็ต้องออกมาหารายได้ เพราะลำพังแต่งเพลงขายมันไม่พอยาไส้ นานๆ จะขายได้เพลงหนึ่ง ค่าเพลงก็แค่สี่ห้าร้อยบาทเท่านั้น ใจของนกน้อยนั้นเอากับเขาเกินร้อย ติดก็ตรงพ่อกับแม่จะว่าอย่างไร เพิ่งไปตามมาทำนาได้ปีเดียว จะหนีไปอีกแล้ว นกน้อยโยนภาระตรงนี้ให้กับผู้มาเยือนทั้งสาม หลังจากจับเข่าคุยกันอยู่นานสองนานนกน้อยก็ดีใจแทบกระโดดตัวลอย เมื่อตาสมหลุดปากออกมาว่า ""สุดแท้แต่มัน ไปโลดเผื่อดวงมันสิดีทางนี้ เห็นลูกเฮ็ดนากะหลูโตน ชาวบ้านเพิ่นกะหยามกะเหยียบ ไปซะหล่า พ่อกับแม่บ่ขัดดอก ฝากอาจารย์ดูแลมันด้วย มันยังเด็กนัก"" ถ้าตาสมไม่ตัดสินใจอย่างนี้ในวันนั้น ไฉนเลยจะมีนกน้อย อุไรพรและวงเสียอิสานในวันนี้ การตัดสินใจที่ถูกต้องเพียงครั้งเดียว ก็สามารถพลิกชีวิตคนๆ หนึ่งให้แปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

สำนักงานธุรกิจบันเทิงในเมืองอุดรธานีเมื่อยี่สิบปีก่อน ไม่มีสำนักงานใดได้รับความเชื่อถือเท่ากับสำนักงาน "บ้านพักทัมใจ" ซึ่งเป็นศูนย์รวมของหมอลำกว่าร้อยคณะ ภายใต้การบริหารงานของลูกชายเจ้าของสำนักงานนามว่า "อาวทิดหลอด" หรือชื่อจริง "มัยกิจ ฉิมหลวง" อาวทิดหลอดเป็นนักจัดรายการวิทยุที่ได้รับความนิยมสูงสุดของอุดรธานี ความได้เปรียบตรงนี้จึงทำให้กิจการสำนักงานธุรกิจบันเทิงดำเนินไปอย่างราบรื่นรุ่งเรือง หมอลำคณะไหนๆ ก็อยากมาอยู่ภายใต้สังกัดเขาทั้งนั้น เพราะเขาไม่เคยเอาเปรียบนักแสดง ค่านายหน้าก็คิดตามสมเหตุสมควร ไม่ใช่ขูดเลือดขูดเนื้อเหมือนบางสำนักงาน ดังนั้น หมอลำระดับแนวหน้าจึงอยู่ในสังกัดของเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคณะประถมบันเทิงศิลป์ คณะระเบียบวาทะศิลป์ หนูภารวิเศษศิลป์ ฯลฯ นอกจากจะเป็นผู้จัดหาหมอลำให้เจ้าภาพแล้ว ยังจัดหานักร้องลูกทุ่งชื่อดังขึ้นเป็นนักร้องรับเชิญบนเวทีหมอลำอีกด้วย สุดแท้แต่เจ้าภาพต้องการใคร ทิดหลอดจัดหามาได้หมด มีนักร้องสาวคนหนึ่งกำลังมาแรงชื่อ "นกน้อย อุไรพร" เขาเปิดเพลงของเธอเป็นประจำ ทราบแต่เพียงว่าอยู่วงเพชรพิณทอง เมื่อให้คนไปสืบถามดูปรากฏว่าเธอลาออกไปทำนาแล้ว ต่อมานักร้องของเพชรพิณทองคือ นพรัตน์ ดวงพร วิเศษ เวณิกากับชุติมา ดวงพรมาเป็นนักร้องรับเชิญในสังกัดของเขา ทั้งสามจึงได้รับมอบหมายให้ไปตามนกน้อยกลับมาร้องเพลงให้ได้ เพราะมีเจ้าภาพเรียกร้องอยากได้มากเหลือเกิน และในวันหนึ่งอาวทิดหลอดกับนกน้อย อุไรพรก็ได้พบกัน เมื่อนพรัตน์พานกน้อยมานั่งคอยอยู่ที่สำนักงาน "มาแล้วครับ นกน้อย อุไรพร สวัสดีอาวทิดหลอดซะนก นี่ละคนสิหางานให้เราทำ เพิ่นเป็นนักจัดรายการใหญ่นำ มีหยังกะฝากเนื้อฝากตัวกับเพิ่น
นพรัตน์แนะนำให้นกน้อยรู้จักกับอาวทิดหลอด หนุ่มใหญ่ถึงกับใจสะท้านเมื่อรับไหว้แล้วสบตากับนักร้องสาว ดวงตาคู่นั้นกลมโตเต็มไปด้วยแววใส่ใจซื่อ ใบหน้าสวยยังซ่อนอยู่ในความคล้ำหมองจากการตากแดดตากฝน เขาเคยเห็นเด็กคนนี้แต่ในปกแผ่นเสียงก็รู้สึกเฉยๆ แต่พอมาเจอตัวจริงกลับทำให้ใจนักจัดรายการหนุ่มไหวหวั่นขนาดนัก อาวทิดหลอดได้แต่เก็บอาการไว้ในใจ
เขาเริ่มคุยเรื่องงานว่า ต่อไปนี้เขาจะเป็นผู้ดูแลคิวของนักร้องรับเชิญทั้งหมด ส่วนค่าตัวนั้นก็ลดหลั่นกันไปตามความดังของแต่ละคน นกน้อย อุไรพร กำลังดังสุดๆ จึงได้มากกว่าคนอื่น ค่าตัวจากการรับเชิญของนกน้อยที่จะได้รับหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วคือ 2,000 บาทต่อหนึ่งงาน นกน้อย อุไรพร ดีใจเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ เริ่มมองเห็นบ้านหลังใหม่และทุ่งนาผืนใหญ่กว่าเดิม มีงานแสดงเข้ามามากมายจนรับไม่หวาดไม่ไหว บางงานก็ไปกันทั้งทีม บางงานก็แยกกันไป งานไหนที่นกน้อยต้องไปคนเดียว อาวทิดหลอดก็เป็นผู้ขับรถ เป็นผู้จัดการประสานงานในทุกเรื่อง นกน้อยมีหน้าที่ขึ้นร้องเพลงอย่างเดียวเท่านั้น เนิ่นนานวันผ่านไปสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในใจของนักจัดรายการหนุ่มก็เริ่มแย้มพรายออกมาให้ฝ่ายสาวได้รับรู้ แต่นกน้อยก็สงวนท่าทีของตัวเองอย่างที่สุด เพราะแม้ในใจจะมิได้รังเกียจผู้ชายคนนี้ แต่ฐานะระหว่างเธอกับเขามันแตกต่างราวกับฟ้าดิน เขาเป็นลูกชายเจ้าของสำนักงานธุรกิจบันเทิง มีเงินทองมากมายก่ายกอง มีบ้านหลังใหญ่รถหลายคัน มีชื่อเสียงในวงสังคม ส่วนเธอก็แค่คนขายเสียงเลี้ยงชีวิต เขาจะมาจริงจับกับเธอคงเป็นไปได้ยาก มีแต่จะแกล้งรักแกล้งชอบเพื่อเชยชมเล่นๆ คืนหนึ่งขณะกลับจากการแสดงที่จังหวัดขอนแก่น อาวทิดหลอดเอ่ยขึ้นระหว่างขับรถ ""เราน่าจะตั้งวงของตัวเองนะนก ชื่อเสียงของเธอก็มีมากพอแล้ว"" ""ผู้ได๋เขาสิตั้งให้ ใช้เงินบ่แม่นน้อยๆ"" นกน้อยแสดงความเห็น ""ถ้าอยากมีวงเป็นของตัวเอง ผมจะตั้งให้"" อาวทิดหลอดพูดจริงจัง คนอย่างเขาไม่เคยพูดเล่นอยู่แล้ว นกน้อยเงียบไปชั่วขณะเพราะตกใจกับคำพูดของผู้จัดการหนุ่ม ""คิดให้ดีเด้อค่ะ ชื่อเสียงความดังไม่รู้มันจะอยู่ได้นานแค่ไหน"" ""คิดดีแล้ว คิดมานาน ผมอยากให้คุณยิ่งใหญ่เสียที มีวงเป็นของตัวเอง มีรายได้มากกว่านี้ พ่อกับแม่จะได้สุขสบาย"" เสียงของเขาเนิบช้า ทุ้มนุ่มลึกสะท้านสะเทือนไปถึงก้นบึ้งหัวใจของสาวน้อย
ต้นปีพุทธศักราช
2518 วงดนตรี "เสียงอิสาน" นกน้อย อุไรพร ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในวงการ อาวทิดหลอดทุ่มเททั้งแรงเงิน แรงกาย เพื่อผลักดันวงดนตรีของตัวเองให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน ที่เรียกว่าวงดนตรีของตัวเองนั้น ก็เพราะว่าขณะนั้นเป็นที่ทราบกันทั่วไปในวงการว่าอาวทิดหลอดกับนกน้อย อุไรพร ได้อยู่กินเป็นสามีภรรยาถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่สิ่งที่อาวทิดหลอดคาดการณ์ไว้กลับไม่เป็นเช่นนั้น วงเสียงอิสานไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนเลย งานจ้างก็มีกระท่อนกระแท่น จนต้องยกวงเดินสายและพากันกลับมาอย่างบอบช้ำ ขาดทุนยับเยิน สมาชิกภายในวงก็เริ่มหนีหาย จนเหลืออยู่ไม่กี่สิบคน เมื่อมานั่งวิเคราะห์สถานการณ์อย่างถ้วนถี่แล้ว เขาจึงค้นพบจุดอ่อนของวง นั่นคือ วงเสียงอิสานเป็นวงดนตรีลูกทุ่งเพียวๆ แสดงจากสามทุ่มตีหนึ่งก็เลิก
ต่างจากวงหมอลำที่เล่นกันยันสว่าง และมีลำเรื่องต่อกลอนให้ผู้ชมๆ ได้ทั้งคืน จึงไม่แปลกที่หมอลำใหญ่ๆ อย่างคณะประถมบันเทิงศิลป์ จะมีงานแสดงอย่างล้นเหลือ ในขณะที่เสียงอิสานจับเจ่าเฝ้าสำนักงาน อีกหนึ่งจุดอ่อนที่ค้นพบก็คือ ขนาดของวงเสียงอิสานเล็กเกินไป มีสมาชิกในวงแค่ 40 กว่าชีวิต วงเล็กๆ แบบนี้เจ้าภาพไม่ชอบ เขาชอบจ้างคณะใหญ่ที่มีนักแสดงเป็นร้อย มีรถหลายคัน มีเวทีแสงสีเสียงใหญ่โตมโหฬาร ส่วนผลงานด้านหน้าเวทีไม่ได้เรื่องจนหมาหลับก็ช่างมัน เมื่อคิดได้ดังนี้แผนการฟื้นฟูกิจการวงเสียงอิสานครั้งใหญ่จึงถูกตระเตรียมในหัวสมองของอาวทิดหลอด เขาประกาศพักวงชั่วคราวเพื่อปรับปรุงใหม่ อันดับแรกสุดคือเรียกหาหัวหน้าวง "นกน้อย อุไรพร" เข้ามาพบเพื่อรับบัญชา ""เจ้าไปหัดร้องหมอลำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ เฮาสิเอ็ดวงใหม่เป็นลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่น ถ้าไม่เช่นนั้นเฮาสู้คณะอื่นบ่ได้"" การตัดสินใจของอาวทิดหลอดถูกต้องที่สุด เพราะหลังจากยกเครื่องปรับปรุงทีมงานการแสดงได้ไม่นานนัก

วงดนตรีลูกทุ่งหมอลำคณะเสียงอิสานก็ได้รับการกล่าวขวัญกันอย่างกว้างขวาง นกน้อย อุไรพร
อาศัยไหวพริบปฏิภาณเรียนรู้การร้องหมอลำจนชำนิชำนาญ เมื่อร้องจนเก่งแล้วจึงลองหัดแต่งกลอนลำร้องเอง ต่อมาก็แต่งให้นักแสดงในวงนำไปร้อง จนในที่สุดถึงปัจจุบันนี้การแต่งนิทานและกลอนลำที่ใช้ในการลำเรื่องต่อกลอนของคณะเสียงอิสาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮอยปานดำ, ฮอยปูนแดง, วงเวียนชีวิต, เงากรรม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของนกน้อย อุไรพร ทั้งสิ้น 10 ปีต่อมา ชื่อเสียงของคณะเสียงอิสานเริ่มขยายวงกว้างเป็นไฟลามทุ่ง ด้วยทีมงานที่ยิ่งใหญ่ขบวนคอนวอยที่ยาวเหยียด เวทีแสงสีเสียงและการแสดงอันตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งการแจ้งเกิดในวงการของสองพระเอกดาวรุ่ง "ลูกแพร-ไหมไทย อุไรพร" ลูกแพร อุไรพร พระเอกหนุ่มหน้าทะเล้น น้ำเสียงแหบห้าวเป็นเอกลักษณ์ คนนี้มีศักดิ์เป็นหลานของนกน้อย อุไรพร เธอนำมาเลี้ยงดูตั้งแต่เป็นเด็กวัยรุ่น ปลุกปั้นสั่งสอนจนกลายเป็นนักร้องหมอลำแถวหน้าคู่กับไหมไทย

อุไรพร ไหมไทย อุไรพร เด็กหนุ่มหน้าซื่อจากอำเภอประทาย โคราช ซัดเซพเนจรออกจากบ้านด้วยใจรักทางหมอลำจนได้เป็นพระเอกของคณะระเบียบวาทะศิลป์ ก่อนจะลาออกมาอยู่คณะเสียงอิสาน กลายเป็นนักร้องหมอลำคู่ขวัญกับลูกแพร อุไรพรจนกระทั่งทุกวันนี้ ปอยฝ้าย มาลัยพร อดีตเณรน้อยผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักเทศน์ แต่ชะตาชีวิตผกผันเมื่อวันหนึ่งเสียงอิสานไปเล่นที่วัด
เณรฝ้ายได้ดูแล้วเกิดอยากเป็นพระเอกหมอลำขึ้นมาเลยไปขอสมัครกับนกน้อยทั้งผ้าเหลือง
พอนกน้อยตกปากรับคำว่ารับไว้ในคณะ ก็ลาสิกขาสะพายกระเป๋าขึ้นรถบัสไปกับเสียงอิสานทันที ด้วยชื่อเสียงที่ขจรขจายเล่าลือกันปากต่อปาก จนเริ่มไหลลามถึงกรุงเทพฯ จนเข้าหูนายทุนบริษัทเทปหลายค่าย ต่างพากันไปเสนอผลประโยชน์ให้นกน้อยถึงเมืองอุดร อาวทิดหลอดเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ประสบการณ์ของเขาไม่ธรรมดาแต่ก็โดนนายทุนเทปบางเจ้าหักหลังจนได้ สุดท้ายเสียงอิสานจึงตัดสินใจเข้าสังกัดท็อปไลน์มิวสิคของนายห้างทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม

โดยมีนักร้องหมอลำที่อยู่ในคณะเสียงอิสานเป็นศิลปินในสังกัดดังนี้ นกน้อย อุไรพร, ลูกแพร-ไหมไทย อุไรพร, สามนางเอกสาวดาวรุ่ง รัชดา-แสงอรุณ-ปานดำ, น้องแกละ, ปอยฝ้าย มาลัยพร, สายใย-ไหมพรม อุดมพร ตลอดจนทีมดาวตลกพ่อยง, ยายแหลม, ยายจื้น ก็มีคิวอัดเสียงด้วยเช่นกัน มิถุนายน ปี พ.ศ.2544 เป็นชวงพักวงของเสียงอิสานปีนั้น ชาวคณะแยกย้ายกันไปทำไรทำนาที่ถิ่นฐานบ้านเกิดของตน จะเหลือก็เพียงอาวทิดหลอด นกน้อย อุไรพร ลูกแพร-ไหมไทย ปอยฝ้าย และน้องแกละที่ไม่ได้หยุดพัก อาวทิดหลอดเตรียมงานด้านปรบปรุงวง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง เวที ที่บอบช้ำมาจากการทัวร์ 8 เดือนเต็ม นกน้อย อุไรพร เตรียมงานด้านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จะใช้ในหน้างานใหม่ที่จะมาถึง งบประมาณด้านนี้ต้องใช้สูงถึง 5 ล้านบาท ข้าวของบางชิ้นบางอันเช่น ขนนก ลูกปัด เพชรพลอย ต้องลงทุนบินไปซื้อถึงฮ่องกงเพราะราคาถูกกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว ไหนจะเตรียมกลอนลำใหม่ที่จะใช้เล่นปีหน้า ส่วนบรรดานักร้อง
รวมทั้งตัวนกน้อยก็เตรียมเข้าบันทึกเสียงงานเพลงชุดใหม่ ผลงานเพลงและกลอนลำทุกอัลบั้มของเสียงอิสานในรอบปีที่ผ่านมา ไม่น่าพอใจนักในเรื่องความนิยมและยอดขาย ชุดบ้าไก่ตี ของนกน้อยเงียบสนิทกว่าใคร ชุดล้างแค้นด้วยน้ำตาของ 2 พระเอกดาวรุ่งก็ไม่หวือหวา

ส่วนชุดปอยฝ้ายวอนแฟนของปอยฝ้ายแฟนเพลงก็ไม่ค่อยสนใจคำวอน จนพระเอกน้อยจากหนองคายท้อใจ มีเพียงบันทึกการแสดงสดตลกเสียงอีสานเท่านั้น ที่ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผลงานชุดนี้ปอยฝ้ายเล่นได้ยอดเยี่ยม มีผู้นิยมชมชอบเขามากมายในฐานะตลกเด่นของวง แต่ในของปอยฝ้ายกลับอยากดังในฐานะนักร้อง จึงเข้าไปคุยกับนกน้อยและอาวทิดหลอดในวันหนึ่ง ""ผมท้อแล้วล่ะ บ่อยากอัดอีก"" พระเอกน้อยตีหน้าเศร้า ""สู้อีกสักชุดนะลูก บางทีอาจจะดังก็ได้"" นกน้อยให้กำลังใจ ""ชุดใหม่ของเสียงอิสานทั้งหมด เปลี่ยนครูเพลง เปลี่ยนโปรดิวเซอร์ใหม่นะ ไม่สนใจหรือฝ้าย"" อาวทิดหลอดโน้มน้าวความสนใจ ปอยฝ้ายรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้างเมื่ออาวทิดหลอดขยายความว่า เพลงชุดใหม่ของนักร้องวงเสียงอิสานจะเปลี่ยนคนแต่งเพลง เปลี่ยนคนทำดนตรี เพื่อฉีกสไตล์ที่ซ้ำซากจำเจ จึงได้เสนอไปที่ต้นสังกัดขอตัวอาจารย์ "ส" เข้ามาช่วยงานในช่วงเวลานั้นเพลง "มอเตอร์ไซค์ฮ่าง" ของอาจารย์ "ส" กำลังได้รับความนิยมสูงสุด ไม่นานนักเนื้อเพลงและไกด์เพลงของอาจารย์ก็ส่งมาถึงคณะเสียงอิสาน มีของนกน้อย อุไรพร ลูกแพร-ไหมไทย และน้องแกละหามีของปอยฝ้ายแม้แต่เพลงเดียว นกน้อยปลอบใจว่าอาจารย์กำลังเขียนให้อีกไม่นานจะส่งมา แต่จนแล้วจนรอดจนคณะเสียงอิสานยกทีมเข้าห้องอัด ปอยฝ้ายก็ยังไม่มีเพลงร้องกับเขา ที่ห้องบันทึกเสียงของท็อปไลน์มิวสิค ปอยฝ้ายได้เจอกับอาจารย์ "ส" ซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการทำงานเพลงของคนอื่นๆ ในเสียงอิสาน

จนกระทั่งงานอัดดนตรีเสร็จสรรพเหลือใส่เสียงร้อง อาจารย์ก็ขอตัวกลับบ้านที่บุรีรัมย์เพราะโรงเรียนจะเปิดในวันมะรืนนี้ ""เพลงของปอยฝ้าย ยังบ่ได้เลยแม่นบ่อาจารย์"" นกน้อยทวงถาม ""ยังเลยครับ ผมไม่ว่างจริงๆ กะว่ากลับลงไปนี้จะแต่ง"" อาจารย์ "ส" บอกก่อนจะอำลากลับ ขณะที่อาจารย์เดินออกมาหน้าบริษัทก็เจอกับปอยฝ้ายนั่งเหงาอยู่ร้านส้มตำยายจ่อย จึงเดินเข้าไปทักทาย ปอยฝ้ายก็ทวงถามเพลงทำตาละห้อย อาจารย์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากออกมา ""อาจารย์ไม่รู้จะแต่งยังไง ยังไม่คุ้นเคยกับโตเลย เพลงโตเฮาก็ไม่เคยฟัง ลูกแพร-ไหมไทยนั่นโอเคพอจับสไตล์ได้ แต่กับโตนี่มืดแปดด้านว่ะ แต่เอาอย่างนี้ เดี๋ยวขึ้นไปเก็บข้าวของไปอยู่กับอาจารย์ที่บุรีรัมย์สักอาทิตย์หนึ่งคงจะได้อยู่หรอก"" ปอยฝ้ายดีใจสุดขีด รีบวิ่งขึ้นไปขออนุญาตนกน้อยกับอาวทิดหลอด ก่อนจะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าตามอาจารย์ "ส" ไปอยู่ที่บุรีรัมย์ บ้านอาจารย์ "ส" อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลความเจริญ โรงเรียนที่สอนอยู่ห่างจากบ้านราว 5 กิโลเมตร การเดินทางระหว่างบ้านไปโรงเรียนใช้มอเตอร์ไซค์ ที่นั่นเองที่ปอยฝ้ายมีโอกาสได้สัมผัสกับที่มาที่ไปของเพลง "มอเตอร์ไซค์ฮ่าง" ที่เขาชื่นชอบอย่างถึงแก่น ทุกเช้าเขาจะต้องนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปโรงเรียนกับอาจารย์ ผ่านทุ่งนาป่าเขาก็พากันชี้นกชมไม้คุยกันอย่างสนุกสนาน รถของอาจารย์เก่ามาก วิ่งช้าเหมือนคลาน มีควันขาวยาวโขมงไล่ตามก้นไปตลอดทาง เมื่อถึงโรงเรียนอาจารย์ก็เข้าสอนตามปกติ ปล่อยให้ปอยฝ้ายนั่งเล่นใต้ร่มไม้หน้าอาคารเรียน สอนไปได้สักชั่วโมงอาจารย์ก็เดินถือแผ่นกระดาษตรงมาหา บอกว่าแต่งได้แล้วเพลงหนึ่ง นั่งต่อกันใต้ร่มไม้ อาจารย์ไปสอนต่อ ส่วนปอยฝ้ายก็เดินซ้อมเพลงไปรอบโรงเรียน ครูบางคนกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปร้องให้นักเรียนฟัง สร้างความสนุกสนานครึกครื้นให้กับโรงเรียนเล็กๆ แห่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง ตกค่ำบรรดาคุณครูตั้งวงเหล้า ปอยฝ้ายก็มีหน้าที่ไปนั่งเฝ้าร้องเพลงร้องหมอลำให้ครูฟัง ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น มีแต่คนรักคนชม จนวันสุดท้ายอาจารย์ "ส" ก็ถือกระดาษเข้ามาหาที่ใต้ต้นไม้ต้นเดิม ""เพลงสุดท้าย พรุ่งนี้โตต้องกลับเอาเพลงไปให้นักดนตรีทำ แม่นกน้อยโทรมาตามหลายรอบแล้ว"" ""อาจารย์ครับ ผมอยากให้อาจารย์แต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตผมบ้าง"" ปอยฝ้ายออกปากร้องขอ ""อืมม์...อยากได้แบบไหนล่ะ ลองเล่าชีวิตตัวเองให้ฟังซิ เผื่อจะแต่งได้""